พ.อ.สิทธิชน นามสุข ผอ.กศ.รร.กสร.ศสร. มอบเครื่องอุปโภค/บริโภค อุปกรณ์การศึกษา/กีฬา เสื้อผ้า เครื่องใช้ในโครงการ “กองการศึกษา เพื่อการศึกษา” ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านป่าหมาก
เมื่อวันพุธที่ 28 ธันวาคม 2565 เวลา 11.30 น. พ.อ.สิทธิชน นามสุข ผอ.กศ.รร.กสร.ศสร. พร้อมด้วยข้าราชการ กศ. รร.กสร.ศสร. ได้มอบเครื่องอุปโภค/บริโภค อุปกรณ์การศึกษา/กีฬา เสื้อผ้า เครื่องใช้ในโครงการ “กองการศึกษา เพื่อการศึกษา” ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านป่าหมาก ต.ศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยอดนักเรียน ชาย 76 คน หญิง 76 คน รวม 152 คน
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านป่าหมาก หมู่ที่ 8 บ้านป่าหมาก ตำบลศาลาลัย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ประวัติความเป็นมา
บ้านป่าหมาก หมู่ที่ 8 ตำบลศาลาลัย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีประชาชนอาศัยอยู่ ชื่อว่าบ้านป่าหมาก เดิมฝากการปกครองไว้กับหมู่ที่ 3 บ้านหนองเป่าปี่ ตำบลศาลาลัย กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยังไม่ได้รับการจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน ที่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ พ.ศ.2547 ซึ่งในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและถือว่าเป็นบุคคลพื้นที่สูง โดยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2484 โดยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บ้านแพรกตะลุยซ้าย เพราะอยู่ใกล้กับลำห้วยแพรกตะลุยซ้าย ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำปราณบุรี โดยในสมัยนั้นมีราษฎรอาศัยอยู่ประมาณ 10 ครัวเรือน และต่อมาได้ตกเป็นพื้นที่อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ในปี พ.ศ. 2525 สถานการณ์การก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ สิ้นสุดลง จึงมีชาวกะเหรี่ยงจากบ้านป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวบ้านป่าหมาก อีกประมาณ 10 ครัวเรือน ซึ่งชาวบ้านกลุ่มนี้นิยมกินหมากจึงได้ปลูกหมากไว้เก็บผลผลิต ต่อมาชุดลาดตระเวนของหมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่ 710 (ปัจจุบัน กก.ตชด.14) ได้ลาดตระเวนเข้ามาพบจึงเรียกพื้นที่นี้ว่า “บ้านป่าหมาก” (ตชด.เป็นผู้ตั้งชื่อให้จนปัจจุบัน)
ในปี พ.ศ.2534 กก.ตชด.14 ได้ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้พยายามแนะนำราษฎรให้เข้าปลูกบ้านเรือนรวมกลุ่มกัน โดยมีการแบ่งพื้นที่เท่าๆ กัน เพื่อเป็นการป้องกันการบุกรุกลำลายพื้นที่ป่าเขาซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำปราณบุรี และง่ายต่อการควบคุม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นพื้นที่ทุรกันดารการเดินทางลำบาก และเป็นพื้นที่ที่มีเชื้อไข้ป่าหรือมาลาเรียสูงมาก
ในปี พ.ศ. 2538 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการจัดครู จำนวน 2 คน มีเดินทางเข้ามาทำการสอนภายใต้การติดต่อประสานงานของ กก.ตชด. 14 มีพื้นที่ 25 ไร่ พร้อมกับสร้างอาคารเรียน ขนาด 6×12 เมตร จำนวน 3 ห้องเรียน ไม่มีฝากั้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ผบ.กกล.สุรสีห์ (พลตรี สัญชัย รัชตะวรรณ) เดินทางมาตรวจเยี่ยมบ้านแพรกตะคร้อ อำเภอปราณบุรี (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอหัวหิน) ได้ทราบว่าชาวกระเหรี่ยงบ้านสวนทุเรียนยังมีการติดต่อกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพม่า ตามบริเวณชายแดนพม่า อันอาจจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อราษฎรไทยในโอกาสต่อไป จึงได้มอบนโยบายการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนบ้านสวนทุเรียนและบ้านป่าหมากในปี พ.ศ. 2541 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกคำสั่งที่ 205/2541 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานออกทำการสำรวจพื้นที่ที่จะใช้รองรับในการอพยพชาวเขาจากบ้านสวนทุเรียน
ในปี พ.ศ. 2542 (1 พฤศจิกายน 2542) หมู่บ้านป่าหมากได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนบ้านป่าหมาก กก.ตชด.14 ได้จัดครู ตชด. จำนวน 2 นาย เข้ามาทำการสอน ซึ่งครั้งแรกมี จ.ส.ต.รัตนะ ศรีคำ เป็นหัวหน้าศูนย์การเรียนโดยเริ่มจัดการเรียนการสอนในระดับชั้น อนุบาล
ในปี พ.ศ. 2546 (11 กันยายน 2546) ได้รับการจัดตั้งเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านป่าหมาก สาขา ร.ร.ตชด.บ้านเขาจ้าว กก.ตชด.14 กก.ตชด. จัดครู ตชด. จำนวน 2 นาย เข้ามาทำการสอน โดยมี จ.ส.ต.รัตนะ ศรีคำ เป็นครูใหญ่ คนแรก
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านป่าหมากเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2559
ปัจจุบันโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านป่าหมากมีครูทั้งหมด จำนวน 10 คน แยกดังนี้
– ครู ตชด. 7 นาย
– ผู้ดูแลเด็กเล็ก 2 คน
– ครูอัตราจ้าง 1 คน
โดยมี ร.ต.อ.พัฒณศักดิ์ พัฒนพงศ์ศา ทำหน้าที่ครูใหญ่ (ผู้บริหารโรงเรียน) เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนมีเขตบริการหมู่บ้าน 1 หมู่บ้าน คือ บ้านป่าหมาก ตั้งอยู่รอบ ๆ บริเวณโรงเรียน ระยะทางมาถึงโรงเรียนประมาณ 0.5 กม. ประชากรในหมู่บ้านรวม 232 ครัวเรือน จำนวน 661 คน พื้นที่ทำกินเฉลี่ย 5 ไร่/ครัวเรือน
อาชีพหลัก คือ ประกอบอาชีพทำไร่และรับจ้าง รายได้ต่อปี 20,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน นับถือศาสนาพุทธ 90 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาคริสต์ 10 เปอร์เซ็นต์ นิกายโปแตสแตนท์
จุดเด่นหมู่บ้าน พื้นที่ทำกินอยู่ใกล้แหล่งน้ำจากลำห้วยแพรกตะลุยซ้าย
จุดด้อยคือ พื้นที่ทำกินมีน้อย ไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ และการคมนาคมไม่สะดวก โดยเฉพาะฤดูฝน
อาณาเขต
– ทิศเหนือติดต่อ หมู่บ้านแพรกตะลุยหมู่ 6 ตำบลเขาจ้าว อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
– ทิศใต้ติดต่ออุทยานแห่งชาติกุยบุรี
– ทิศตะวันออกติดต่อลำห้วยแพรกตะลุยซ้าย
– ทิศตะวันตกติดต่อประเทศเมียนมาร์
การคมนาคม
ระยะทางจากหมู่บ้านถึงศาลากลางจังหวัด 165 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง 136 กิโลเมตร /ถนนลูกรัง 65 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 2 ชั่วโมง 40 นาที
ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ไทย กะเหรี่ยง
การบริการของรัฐ สถานบริการสาธารณสุขที่ใกล้ที่สุด คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านแพรกตะคร้อ ระยะทางห่างจากหมู่บ้าน 16 กิโลเมตร
โรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาที่ใกล้ที่สุด คือโรงเรียนบ้านห้วยไคร้ ระยะทางห่างจากหมู่บ้าน 25 กิโลเมตร
ผู้นำหมู่บ้าน
– กำนัน คือ……………………………………………..
– ผู้ใหญ่บ้าน คือ นายศรแดง โคสินธิ์
ปัญหาและความต้องการของประชาชนในหมู่บ้าน
1.พื้นที่ทำกินมีน้อย
2.การคมนาคมยังไม่สะดวกในฤดูฝน
3.ไม่มีไฟฟ้าใช้
ระบบการศึกษา
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านป่าหมาก สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พื้นที่รับผิดชอบของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จัดตั้งอย่างเป็นทางการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เปิดทำการสอนระดับประถมศึกษา ดำเนินการสอน 2 ภาคเรียน ดังนี้
– ภาคเรียนที่ 1 เปิดวันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 10 ตุลาคม
– ภาคเรียนที่ 2 เปิดวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 มีนาคม
การดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริ
วัตถุประสงค์สำคัญเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริขึ้นในโรงเรียนตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ฉบับที่ 5 (ปี 2560 – 2569) โดยมีผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เป้าหมายหลักที่ 1 เสริมสร้างสุขภาพของเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา
– เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างสมดุลในด้านพุทธศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพละศึกษา ด้วยกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ มีความรักหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติได้
2. เป้าหมายหลักที่ 2 เพิ่มโอกาสทางการศึกษา
– เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสศึกษาต่อมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถของครูและโรงเรียนให้จัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสม สำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์
3. เป้าหมายหลักที่ 3 เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางวิชาการและทางจริยธรรม
– เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ทั้งวิชา ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา รวมทั้งทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม
4. เป้าหมายหลักที่ 4 เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางการอาชีพ
– เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้อาชีพการเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ และการจัดทำบัญชี งานอาชีพที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ตลอดจนมีลักษณะนิสัยและคุณธรรมจริยธรรมตามหลักและอุดมการณ์สหกรณ์
5. เป้าหมายหลักที่ 5 ปลูกจิตสำนึกและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
– เพื่อให้เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เห็นความงดงาม เกิดเป็นความปีติที่ จะศึกษา เป็นความรัก ความผูกพัน หวงแหนในทรัพยากรของตน ร่วมในกระบวนการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
6. เป้าหมายหลักที่ 6 เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นและของชาติไทย
– เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมของท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทย โดยทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
















